ฟาร์มเกษตร (ครบเครื่อง เรื่องปุ๋ยยาฯ)
หน้าแรก | ตามสินค้า | สั่งซื้อ | เกี่ยวกับเรา
FB | iLab | อยากเป็นตัวแทนจำหน่าย | Eng Site
[sort by : last post | last update] wiki เกษตร ที่ใครๆก็โพสได้..
+ โพสเรื่องใหม่ | + เลือกหน้า | All contents

 
ติดตามสินค้าที่คุณสั่ง
คุณ กิมไล้ บุญเสถียร, Saturday 24 October 2020 11:39:54, เลขจัดส่ง SMAM000213708
คุณ ฉลอง เมืองช้าง, Saturday 24 October 2020 08:28:59, เลขจัดส่ง SMAM000213704
นาง ทองสุข เพ็ชรเพ็ง, Friday 23 October 2020 15:19:56, เลขจัดส่ง SMAM000213706
คุณ คุณ สุมล ขวัญทอง, Friday 23 October 2020 15:19:00, เลขจัดส่ง SMAM000213707
คุณ อรวิภา แก้วยิ่ง, Friday 23 October 2020 12:58:46, เลขจัดส่ง SMAM000213710
คุณ วัน เนียมมณี, Friday 23 October 2020 11:29:32, เลขจัดส่ง SMAM000213705
คุณ คำหล้า ทับสุข, Friday 23 October 2020 09:29:09, เลขจัดส่ง SMAM000213709
คุณ วิลัย เนตรัตน์, Thursday 22 October 2020 20:06:02, เลขจัดส่ง SMAM000213703
คุณ บุญส่ง รักกมล, Thursday 22 October 2020 15:39:01, เลขจัดส่ง SMAM000213581
คุณ พัฒนา สังขศิลากาญจน์, Thursday 22 October 2020 12:23:29, เลขจัดส่ง SMAM000213549
ดูรายการจัดส่งทั้งหมด
พี่ๆใช้ปุ๋ยยี่ห้ออะไรกันคะ (กำลังทำวิจัย ส่งอาจารย์ช่วยหน่อยนะคะ)
125.24.56.206: 2553/02/20 10:47:38
พี่ๆใช้ปุ๋ยยี่ห้ออะไรกันคะ (กำลังทำวิจัย ส่งอาจารย์ช่วยหน่อยนะคะ)
พี่ๆที่ผ่านมาเห็นกระทู้นี้ ใช้ปุ๋ยอะไรกันคะ และเพราะอะไรถึงเลือกใช้ปุ๋ยชนิดนั้น?
เป็นคำถามแบบเปิดค่ะ อยากให้พี่ๆช่วยอธิบายถึงเหตุผลที่ทำให้พี่เลือกซื้อมาใช้

เช่น 

ใช้ปุ๋ยเคมีตรากระต่าย เพราะมั่นใจในชื่อเสียงของบริษัท...

ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ตรา xxx เพราะเห็นเพื่อนบ้านใช้แล้ว ได้ผลเหมือนกัน และพบว่าคุณภาพดินดีขึ้น...

รบกวนขอข้อมูลด้วยนะคะ
ขอบคุณค่ะ

อ่าน:1150 | ความคิดเห็น:7 | แสดงความคิดเห็น
การจัดการดินและระบบการปลูกมันสำปะหลัง
202.91.19.194: 2553/02/20 10:47:38
การจัดการดินและระบบการปลูกมันสำปะหลัง
การจัดการดินและระบบการปลูกมันสำปะหลัง
 
       สภาพและปัจจัยที่มีความเหมาะสมต่อการปลูกมันสำปะหลัง โดยมันสำปะหลังปลูกได้ในดินทุกชนิด แต่ชอบดินร่วนปนทรายเพราะจะลงหัวและเก็บเกี่ยวง่าย เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินที่ไม่มีน้ำท่วมขัง มีค่าเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ระหว่าง 5.5-8.0 ทนต่อสภาพความเป็นกรดสูงได้แม้ pH ของดินจะต่ำจนถึง 4.5 ก็ไม่ทำให้ผลผลิตลด แต่ไม่ทนต่อสภาพพื้นที่เป็นด่าง โดยไม่สามารถขึ้นได้ถ้า pH สูงถึง 8 ถ้าเป็นดินทรายสามารถปลูกได้ตลอดปี แต่เกษตรกรมักนิยมปลูกปลายฤดูฝน เช่น แถบจังหวัดระยอง และชลบุรี ถ้าเป็นดินเหนียวจะนิยมปลูกต้นฤดูฝน เพราะถ้าเป็นฤดูแล้งการไถพรวนจะได้ดินก้อนใหญ่ ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจะแห้งตายก่อนที่จะงอก มันสำปะหลังเป็นพืชวันสั้น ผลผลิตจะลดลงถ้า
ช่วงแสงของวันยาวเกิน 10-12 ชั่วโมง ขึ้นได้ดีในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิ 10-30 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝน 500-2,500 มิลลิเมตรต่อปี
       ความต้องการธาตุอาหารของมันสำปะหลัง มันสำปะหลังมีความต้องการธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม โดยในแต่ละฤดูการผลิตมันสำปะหลังจะต้องการธาตุไนโตรเจน 10-20 กิโลกรัมต่อไร่ ฟอสฟอรัส 6-10 กิโลกรัมต่อไร่ และต้องการโพแทสเซียม 8-12 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณธาตุอาหารในดินก่อนปลูก มันสำปะหลังจะตอบสนองต่อปริมาณธาตุไนโตรเจนที่ได้รับมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความสามารถในการอุ้มน้ำของดินและปริมาณฝนที่ตกกระจายอย่างสม่ำเสมอ แต่เมื่อได้รับธาตุไนโตรเจนมากเกินไป จะทำให้เปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมันลดลง ส่วนธาตุฟอสฟอรัสนั้นถึงแม้จะมีปริมาณความต้องการน้อยกว่าธาตุไนโตรเจนและโพแทสเซียม แต่ก็มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตและปริมาณผลผลิตที่สำคัญอย่างยิ่ง ธาตุฟอสฟอรัสจะมีประโยชน์ต่อมันสำปะหลังมากที่สุดที่ระดับ pH ของดินเป็นกลางในระหว่าง 6-7 สำหรับธาตุโพแทสเซียมนั้นมีความสำคัญต่อการเคลื่อนย้ายคาร์โบไฮเดรทจากส่วนใบและต้นไปยังราก เพิ่มปริมาณแป้งในหัวมัน และลดปริมาณไฮโดรไซยานิคในหัวมัน การขาดโพแทสเซียมจะทำให้ผลผลิตหัวมันลดลงอย่างชัดเจน ใบแก่จะร่วงหล่นเร็วกว่าปกติ ใบเล็กแคบ และลำต้นแคระแกร็น

3.1 การเตรียมพื้นที่
   3.1.1 การเลือกพื้นที่ปลูก
   ควรเลือกพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ติดต่อกัน ห่างจากถนนหลวงและมีความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยธรรมชาติค่อนข้างสูง ประกอบด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของมันสำปะหลังอย่างเพียงพอ มีแหล่งน้ำสำหรับการเพาะปลูก ไม่ควรเป็นพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีในปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือมีการปนเปื้อนของสารเคมีสูง และห่างจากพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีการเกษตร พื้นที่ที่จะใช้ในการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ต้องมีการวิเคราะห์สมบัติของดินและน้ำ เพื่อตรวจสอบหาสารพิษตกค้าง และทำประวัติการทำการเกษตรของพื้นที่ 

   3.1.2 การวางผังแปลง
       การทำไร่มันสำปะหลังอินทรีย์นั้นจะต้องมีการวางผังแปลงอย่างดี มีการจัดแบ่งพื้นที่ ระหว่างแปลงมีถนนเพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงาน ในพื้นที่ราบควรวางแนวแปลงปลูกให้ขนานกับทางลำเลียง แต่ในบริเวณลาดเอียงปลูกขวางความลาดเอียงของพื้นที่เพื่อลดการชะล้างและสูญเสียหน้าดิน

   3.1.3 การปรับพื้นที่
       เน้นการปรับหน้าดินเพื่อไม่ให้น้ำขังในแปลง บริเวณที่ลุ่มเป็นแอ่งเล็กน้อย ควรปรับเอาดินข้างๆ มากลบ แต่ถ้าเป็นแอ่งลึกและกว้างควรแก้ไขโดยการระบายน้ำออก

   3.1.4 การปลูกพืชเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากภายนอกพื้นที่หรือทางอากาศ
       ปลูกไม้ยืนต้นโตเร็วเพื่อเป็นแนวกันชน ป้องกันลม ป้องกันแมลงศัตรูพืชและสารเคมีจากพื้นที่อื่น ได้แก่ กระถิน แคฝรั่ง มะแฮะ เป็นต้น

   3.1.5 การเตรียมดิน
       มันสำปะหลังเป็นพืชหัว ผลผลิตที่ใช้ประโยชน์คือรากที่มีการสะสมอาหารจำพวกแป้งจนขยายใหญ่ขึ้นเป็นหัวอยู่ในดิน การเลือกพื้นที่ควรเลือกที่ดอน ดินเป็นดินร่วนปนทราย ถ้าเป็นดินเหนียวต้องมีการระบายน้ำดี น้ำไม่ท่วมขัง และต้องมีหน้าดินลึกพอสมควร ก่อนปลูกควรไถและพรวนอย่างน้อย 2-3 ครั้ง ลึก 20-30 เซนติเมตร เพื่อกลบเศษซากพืชจากฤดูก่อน และทำลายวัชพืชต่างๆ ให้ลดจำนวนลง การไถให้ใช้ผาน 3 ติดท้ายรถแทรกเตอร์ 1 ครั้ง ตามด้วยผาน 7 อีก 1 ครั้ง จะได้ผลผลิตมันสำปะหลังและกำไรสูงสุด ถ้าพื้นที่มีความลาดชันต้องไถพรวนตามแนวขวาง เพื่อป้องกันการชะล้างของดิน และถ้าดินระบายน้ำไม่ดีต้องยกร่องปลูก


3.2 การบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ 
   การใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน และทำให้ดินมีกำลังการผลิตที่เพียงพอ สามารถทำได้โดยการเพิ่มปริมาณซากพืช เพิ่มธาตุอาหารพืชในดิน และกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมทางชีวภาพในดิน สามารถทำได้ดังนี้

   3.2.1 ไม่เผาตอซังมันสำปะหลัง และเศษวัสดุอินทรีย์ แต่ทำการไถกลบลงในพื้นที่เพาะปลูก 
   3.2.2 ปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อไถกลบ โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วพร้าอัตรา 8-12 กิโลกรัมต่อไร่ ระหว่างปลูกพืชปุ๋ยสดให้ทำการฉีดด้วยปุ๋ยอินทรีย์น้ำอัตรา 5 ลิตรต่อไร่ โดยเจือจางด้วยน้ำในสัดส่วน 1:500 หรือ 1:1,000 ไถกลบเมื่ออายุประมาณ 45 วัน หรือถั่วพุ่มอัตรา 6-8 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วไถกลบเมื่ออายุประมาณ 35 วัน ซึ่งเป็นช่วงออกดอก ทิ้งไว้ 15 วัน ก่อนปลูกมันสำปะหลัง
   3.2.3 ใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ อัตรา 5 ลิตรต่อไร่ เจือจาง 1: 500 หรือ 1:1,000 ฉีดพ่นให้ทั่วแปลง และฉีดพ่นให้แก่มันสำปะหลัง หลังจากปลูกแล้ว 15 วัน หลังจากนั้นให้ฉีดพ่นทุกๆ 1 เดือน จนกว่าจะเก็บเกี่ยวมันสำปะหลัง
   3.2.4 ปลูกพืชปุ๋ยสดแซมมันสำปะหลัง เช่น ถั่วพุ่ม หรือถั่วพร้า แซมในแถวมันสำปะหลัง โดยปลูกหลังจากปลูกมันสำปะหลังไปแล้วประมาณ 1-2 สัปดาห์ แล้วตัดคลุมดินช่วงพืชปุ๋ยสดออกดอก เพื่อเป็นการรักษาความชื้นในดิน และเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน เมื่อเศษพืชปุ๋ยสดสลายตัว


3.3 วิธีการปลูก
   การเตรียมท่อนพันธุ์
       การปลูกมันสำปะหลังนิยมใช้ท่อนพันธุ์ โดยตัดลำต้นให้เป็นท่อนยาว 15-20 เซนติเมตร เลือกใช้ต้นพันธุ์ที่แก่มีอายุตั้งแต่ 8 เดือนขึ้นไป แช่ท่อนพันธุ์ในปุ๋ยอินทรีย์น้ำ เจือจาง 1:500 หรือ 1:1,000 เป็นเวลา 24 ชั่วโมง แล้วนำมาผึ่งท่อนพันธุ์ให้แห้ง ก่อนนำไปปลูก 

   วิธีปลูก
       การปลูกมันสำปะหลังทำได้โดยนำท่อนพันธุ์ที่เตรียมไว้ปักลงในดินให้ลึกประมาณ 2/3 ของท่อนพันธุ์ ควรระวังอย่าปักส่วนยอดลงดินเพราะตาจะไม่งอก การปักตรง 90 องศา หรือปักเฉียง 45 องศากับพื้นดิน ให้ผลผลิตไม่แตกต่างกัน และมันสำปะหลังจะงอกเร็ว สะดวกต่อการกำจัดวัชพืชและปลูกซ่อม และลงหัวด้านเดียวเป็นกลุ่ม ง่ายต่อการเก็บเกี่ยว และให้ผลผลิตสูงกว่าการปลูกแบบฝัง 10-15 เปอร์เซ็นต์ 

   ระยะปลูก
       พันธุ์ระยอง 1 โดยใช้ระยะ 100 x 100 เซนติเมตร ซึ่งในพื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ 1,600 ต้น ปลูกประมาณเดือนมิถุนายน เก็บเกี่ยวเดือนเมษายน 
       ส่วนพันธุ์ระยอง 90 ควรใช้ระยะ 80 x 100 เซนติเมตร (2,000 ต้นต่อไร่) ปลูกประมาณเดือนมิถุนายน เก็บเกี่ยวเดือนเมษายน 
       พันธุ์ระยอง 60 ควรใช้ระยะ 60 x 100 เซนติเมตร (2,400 ต้นต่อไร่) ปลูกประมาณเดือนมิถุนายน เก็บเกี่ยวเดือนกุมภาพันธ์ 
       พันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ควรใช้ระยะปลูก 80 x 100 เซนติเมตร ปลูกประมาณเดือนมิถุนายน เก็บเกี่ยวเดือนพฤษภาคม


3.4 การดูแลรักษาและกำจัดศัตรูพืชในระบบเกษตรอินทรีย์
   3.4.1 การป้องกันกำจัดโรคพืช
       มันสำปะหลังที่ปลูกในประเทศไทย มีปัญหาเรื่องโรคและแมลงรบกวนน้อยมาก ซึ่งปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี และมีความต้านทานต่อโรคและแมลงอยู่แล้ว อาจพบได้ในบางกรณี เช่น โรคที่เกิดจากเชื้อรา เช่น โรคใบจุดสีน้ำตาล โรคใบจุดไหม้ โรคใบจุดขาว สามารถป้องกันกำจัดโดยใช้สารสกัดป้องกันเชื้อราจาก กระชาย ก้ามปู ตะไคร้ สมอดุ้ง เป็นต้น โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น โรคใบไหม้ ป้องกันกำจัดโดยใช้สารสกัดป้องกันเชื้อแบคทีเรียจาก กระชาย ตะไคร้ ตีนเป็ดทะเล ฉัตรพระอินทร์ เป็นต้น

      โรคและการป้องกันกำจัด
       มันสำปะหลังที่ปลูกในประเทศไทย มีปัญหาเรื่องโรคและแมลงรบกวนน้อยมาก อาจเนื่องมาจากส่วนใหญ่เป็นพันธุ์พื้นเมืองซึ่งปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี และมีความต้านทานต่อโรคและแมลงอยู่แล้ว แต่เมื่อนำพันธุ์ใหม่เข้ามาปลูกโดยไม่มีการควบคุมที่ดีพอ อาจมีโรคร้ายแรงติดเข้ามาระบาดในประเทศได้โรคที่พบระบาดในประเทศไทย มีดังนี้

โรคใบจุดสีน้ำตาล (brown leaf spot) เกิดจากเชื้อรา Crecosporidium henningsii อาการที่พบจะเป็นจุดที่ใบโดยเฉพาะใบแก่ รอยแผลจะเป็นเหลี่ยมตามเส้นใบ มีขอบชัดเจน สีเหลืองตรงกลางแผลจะแห้ง โรคนี้พบได้ในทุกพันธุ์ พันธุ์พื้นเมืองซึ่งเป็นพันธุ์ต้านทานปานกลาง โรคนี้ทำให้ผลผลิตลดลง 14-20 เปอร์เซ็นต์ ป้องกันกำจัดโดยใช้สารสกัดป้องกันเชื้อราจากกระชาย ก้ามปู ตะไคร้ สมอดุ้ง เป็นต้น
โรคใบไหม้ (cassava bacterial blight, CBB) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas camprestris pv. Manihotis อาการจะเกิดขึ้นที่ใบ เริ่มแรกเป็นจุดเหลี่ยมฉ่ำน้ำแล้วขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นใบไหม้ ใบเหี่ยวร่วงหล่น มียางไหล ต่อมาเกิดอาการยอดเหี่ยว และแห้งตายลงมา (die back) เป็นโรคที่ร้ายแรงมากชนิดหนึ่งซึ่งจะทำความเสียหายให้มันสำปะหลังได้ถึง 30-90 เปอร์เซ็นต์ ในประเทศไทยพบอาการต้นเป็นโรคและไม่ระบาดรุนแรง อาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมในการระบาด และพันธุ์ที่แนะนำส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ที่ค่อนข้างต้านทานต่อโรคนี้ ป้องกันกำจัดโดยใช้สารสกัดป้องกันเชื้อแบคทีเรียจากกระชาย ตะไคร้ ตีนเป็ดทะเล ฉัตรพระอินทร์ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังสามารถพบโรคอื่นๆ ได้ เช่น โรคใบจุดไหม้ (blight leaf spot) เกิดจากเชื้อรา Cercospora viscosae โรคใบจุดขาว (white leaf spot) เกิดจากเชื้อรา Phaeoramularia manihotis โรคลำต้นเน่า (stem rot) เกิดจากเชื้อ Glomerella cingulata และโรคหัวเน่า (root rot) ซึ่งมีสาเหตุมาจากเชื้อราหลายชนิด มักจะเกิดขึ้นเมื่อหัวมันสำปะหลังเป็นแผล

   3.4.2 การป้องกันกำจัดแมลง
       แมลงที่ทำลายมันสำปะหลังมักจะพบระบาดมากในช่วงที่อากาศค่อนข้างแห้งแล้ง มักจะเป็นแมลงพวกปากดูด ได้แก่ ไรแดง เพลี้ยแป้ง แมลงหวี่ขาว สามารถป้องกันกำจัดโดยพ่นสารสกัดจาก ขมิ้นชัน ข่อย หางไหล เถาวัลย์เปรียง ปอกระเจา รางจืด สะเดา เป็นต้น เพื่อฆ่าแมลงและศัตรูพืชเป็นจุดเฉพาะบริเวณที่ระบาดรุนแรง

ไรแดง (red spider mite) ที่พบทำความเสียหายให้มันสำปะหลังมี 2 ชนิด ได้แก่ ไรแดงหม่อน (Tetranychus truncatus) จะดูดกินน้ำเลี้ยงตามใต้ใบล่างๆ แล้วลามขึ้นมาขึ้นสู่ยอด และไรแดงมันสำปะหลัง (Oligonychus biharensis) จะดูดกินน้ำเลี้ยงบนหลังใบส่วนยอด แล้วขยายปริมาณลงสู่ส่วนล่างของต้น ถ้าไรแดงระบาดมากๆ ใบจะเหลืองซีด ม้วนงอ ส่วนยอดงองุ้ม ถ้ามันสำปะหลังมีขนาดเล็กอาจตายได้ หากระบาดมากต้องพ่นสารสกัดจาก ขมิ้นชัน ข่อย หางไหล เถาวัลย์เปรียง ปอกระเจา รางจืด สะเดา เป็นต้น เพื่อฆ่าแมลงและศัตรูพืชเฉพาะบริเวณที่มีการระบาดรุนแรง
เพลี้ยแป้ง (stripped mealy bug) เป็นแมลงปากดูด ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงตามส่วนต่างๆ และถ่ายมูลเหลวไว้ทำให้เกิดราดำ ถ้าระบาดมากต้นจะแคระแกร็น ยอดแห้งตาย หรือแตกพุ่ม ถ้าพบต้องตัดต้นไปทำลาย พ่นสารสกัดจาก ขมิ้นชัน ข่อย หางไหล เถาวัลย์เปรียง ปอกระเจา รางจืด สะเดา เป็นต้น
แมลงหวี่ขาว (white fly) เป็นแมลงปากดูดจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนใต้ใบพืช และถ่ายมูลเหลวออกมาทำให้เกิดราดำ มักเกิดควบคู่กับการเข้าทำลายของไรแดง และเพลี้ยแป้ง พ่นสารสกัดจากขมิ้นชัน ข่อย หางไหล เถาวัลย์เปรียง ปอกระเจา รางจืด สะเดา เป็นต้น
แมลงปากกัดอื่นๆ พบบ้างแต่ไม่ทำความเสียหายมากนัก เช่น แมลงนูนหลวง ตัวหนอนจะทำลายกัดกินราก ต้นมันสำปะหลังที่มีขนาดเล็กอาจตายได้ ด้วงหนวดยาว ตัวหนอนจะกัดกินภายในเหง้าและต้นทำให้ต้นหักล้ม

   3.4.3 การควบคุมวัชพืช
       ในระยะแรกของการปลูกมันสำปะหลังจะมีวัชพืชขึ้นรบกวนมาก และระยะเวลาวิกฤตในการกำจัดวัชพืชจะอยู่ที่ 2-3 เดือนแรก เนื่องจากเป็นระยะเวลาที่มันสำปะหลังกำลังลงหัว หลังจาก 4 เดือนไปแล้วมันสำปะหลังจะไม่มีการสร้างหัวเพิ่ม แต่จะขยายขนาดหัวให้ใหญ่ขึ้น ถ้ามีวัชพืชขึ้นรบกวนในช่วงนี้มากจะทำให้ผลผลิตลดลง การเริ่มกำจัดวัชพืชครั้งแรกต้องรีบกระทำ อาจเริ่มที่ 15 วันหลังจากปลูก ยิ่งล่าช้าออกไปผลผลิตจะยิ่งลดลง ควรกำจัดวัชพืชครั้งแรกให้เสร็จภายใน 1 เดือน หลังจากปลูก และอาจต้องกำจัดวัชพืชอีก 2-3 ครั้ง จนกว่าพุ่มของใบมันสำปะหลังจะชิดกัน หรืออีกวิธีหนึ่งที่สามารถป้องกันวัชพืชได้คือการปลูกพืชปุ๋ยสดแซมในแปลงมันสำปะหลัง เป็นการคลุมดินป้องกันวัชพืชได้ในช่วงแรกๆ แล้วตัดวางคลุมดินไว้ หรือใช้สารสกัดจากควินิน แกง ชุมเห็ดไทย ตำแยแมว ชบา น้ำนมราชสีห์ เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของวัชพืช



3.5 การจัดการดินหลังเก็บเกี่ยว
       มันสำปะหลังได้เปรียบพืชไร่ชนิดอื่นที่สามารถยืดหยุ่นอายุการเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ 8 เดือนขึ้นไป เกษตรกรจะเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังตามความจำเป็น เช่น ราคา และแรงงาน แต่โดยปกติจะเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 10-12 เดือน เพราะผลผลิตมันสำปะหลังจะมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น หลังจากเก็บเกี่ยวหัวมันสำปะหลัง ต้องตัดเหง้าและต้นออก และรีบส่งหัวมันสดเข้าโรงงานทันที หรืออย่างช้าไม่เกิน 3 วัน มิฉะนั้นหัวมันจะเริ่มเน่า ส่วนลำต้นต้องเก็บทันทีเพื่อใช้ทำพันธุ์ต่อไป โดยนำไปกองรวมกันแบบตั้งขึ้นให้โคนติดพื้นดินส่วนยอดตั้งขึ้นในร่ม วิธีนี้สามารถเก็บต้นได้นานถึง 30 วัน ส่วนของกิ่ง ก้าน และใบ และในส่วนที่เป็นวัสดุตอซังให้สับกลบลงสู่ดินทุกครั้งหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุให้แก่ดิน

      

3.6 การบันทึกข้อมูล
       เพื่อให้ระบบการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ถูกต้องตามหลักการเกษตรอินทรีย์ และได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีปลอดภัยจากสารพิษ จำเป็นต้องมีระบบการบันทึกข้อมูลตั้งแต่การเตรียมดินจนถึงการเก็บเกี่ยวที่ชัดเจน มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับหลักการของระบบเกษตรอินทรีย์ 
อ่าน:2565 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
การใส่ปุ๋ยยางพารา
202.91.18.194: 2553/02/20 10:47:38
การใส่ปุ๋ยยางพารา
แนะนำให้ใส่ปุ๋ยปีละ 2ครั้ง

ครั้งที่1 ต้นฤดูฝน ประมาณเดือน เมษายน สูตรที่แนะนำให้ใส่ เรือใบ16-11-14 สำหรับยางที่ใบไม่ค่อยสวย เรือใบ21-7-14 สำหรับยางที่ใบสวยดี
ครั้งที่2 ปลายฤดูฝน ประมาณเดือน ตุลาคม สูตรที่แนะนำให้ใส่ เรือใบ16-11-14 สำหรับยางที่ใบไม่ค่อยสวย เรือใบ21-7-14 สำหรับยางที่ใบสวยดี อัตราการใช้: ต้นละ ประมาณ 500-600กรัม 1ไร่ ใช้ปุ๋ยประมาณ 1กระสอบ (กรณียางราคาไม่ค่อยดี แนะนำให้ใช้ปุ๋ยรุ่งอรุณ15-7-18/รุ่งอรุณ20-8-20)
อ่าน:8748 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
มีเรื่องมาเผาคุณปริมครับ
202.91.18.192: 2553/02/20 10:47:38
มีเรื่องมาเผาคุณปริมครับ
มีอยู่วันนึง ผมนั่งคุยกับคุณปริมทาง MSN คุณปริมบอกว่าจะส่ง Link ของ products ให้ดู แต่พอเปิด link แล้ว สิงที่เห็นก็เป็นอย่างในรูปครับ

(สงสัยจะหิวจนตาลาย 555)
มีเรื่องมาเผาคุณปริมครับ
อ่าน:2394 | ความคิดเห็น:2 | แสดงความคิดเห็น
กระทรวงเกษตรฯ เร่งติดตั้งโปรแกรมแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน กระจายสู่พื้นที่ทั่วประเทศ
202.91.18.204: 2558/10/23 12:42:01
กระทรวงเกษตรฯ เร่งติดตั้งโปรแกรมแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน กระจายสู่พื้นที่ทั่วประเทศ
กระทรวงเกษตรฯ เร่งติดตั้งโปรแกรมแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน กระจายสู่พื้นที่ทั่วประเทศ ผ่านเครือข่ายหมอดินอาสา ศูนย์ข้าวชุมชน สำนักงานเกษตรจังหวัด โรงเรียนเกษตรกร โรงผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และอบต.ทั่วประเทศ ตั้งเป้าปีนี้พื้นที่นาข้าว 8.5 ล้านไร่ ต้องใช้ปุ๋ยเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  
    
  นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดทำแผนส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน ว่า ได้มีการเร่งรัดให้กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมการข้าว ร่วมกันทำแผนส่งเสริมเกษตรกรให้มีความรู้ในการใช้ปุ๋ยเคมี อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ “ลดปุ๋ยเคมี ใช้แต่พอดี ช่วยลดรายจ่าย” ซึ่งในปี 2551 นี้ จะดำเนินการในพื้นที่ปลูกข้าวรวม 8.5 ล้านไร่ และจะขยายผลสู่พืชเศรษฐกิจ ที่สำคัญ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และข้าวโพด เป็นลำดับต่อไป โดยขณะนี้โปรแกรมแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน สำหรับข้าว เสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการอบรมการใช้โปรแกรมดังกล่าวให้กับเจ้าหน้าที่ของ 4 หน่วยงานหลักรวม 345 คน เพื่อเป็นวิทยากรไปถ่ายทอดความรู้ต่อไปยังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ของหน่วยงานนั้นๆ เพื่อไปถ่ายทอดสู่เกษตรกรต่อไป คาดว่าจะอบรมเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ด้านนายบัณฑิต ตันศิริ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า วิธีการเผยแพร่โปรแกรมแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีสู่เกษตรกรแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบแรก คือ จัดทำ CD-ROM โปรแกรมดังกล่าวไปติดตั้ง ที่หน่วยงานในสังกัดของทั้ง 4 กรมตามที่กล่าวไปข้างต้นทั่วประเทศ พร้อมกับติดตั้งให้กับองค์การบริหาร ส่วนตำบลทุกตำบล และโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพชุมชนจำนวน 56 แห่ง ส่วนรูปแบบที่สอง จัดทำเป็นข้อมูลแผนที่ติดไว้ที่ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง 800 แห่ง โรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์-ชีวภาพชุมชน 500 แห่ง หมอดินตำบล 7,225 ตำบล ศูนย์ข้าวชุมชน 270 แห่ง 27 จังหวัด และโรงเรียนเกษตรกร 56 จังหวัด ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ได้มีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งข้อมูล ส่งผลให้มีการนำโปรแกรมดังกล่าวไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สำหรับการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินจะแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วน คือ กรมพัฒนาที่ดิน ส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตร/เกษตรอินทรีย์ในกลุ่มที่ปลูกข้าว จำนวน 10,000 กลุ่ม เกษตรกรเป้าหมาย 500,000 ราย รวมพื้นที่ 8 ล้านไร่ ส่วนกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมการข้าวรับผิดชอบดำเนินการในพื้นที่ศูนย์ข้าวชุมชนและโรงเรียนเกษตรกร รวมพื้นที่ 500,000 ไร่ เกษตรกร 25,200 ราย โดยมีกรมวิชาการเกษตรร่วมเป็นวิทยากรสนับสนุน นอกจากนี้ ได้จัดทำแปลงสาธิตการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินในพื้นที่นาของเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวจำหน่ายในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก อุดรธานี สุรินทร์ ลพบุรี ชัยนาท ชลบุรี ราชบุรีและพัทลุง เพื่อติดตามและประเมินผลการทำงาน  

from: moac.go.th
อ่าน:1141 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
** รับสมัครตัวแทนปุ๋ย ทั่วประเทศ**
61.194.62.235: 2553/02/20 10:47:38
** รับสมัครตัวแทนปุ๋ย ทั่วประเทศ**
บ.จีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นเนล จำกัด
ผู้จัดจำหน่ายปุ๋ย ตรากรีนไลฟ์
   *กรีนไลฟ์เม็ด เคมีเสริมสูตร ทดแทนปุ๋ยสูตร แก้ปัญหาปุ๋ยแพง
   * ซุปเปอร์ออร์แกนิค อินทรีย์สกัดอัดเม็ดเต็มประสิทธิภาพ
   * ชีวภาพน้ำ อาหารเริมทางใบ ป้องกันและกำจัดโรคพืช

รับสมัครตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ  ตัวแทนละ 1 อำเภอ 1 ศูนย์จำหน่าย

สาขาและจุดประสานงานทั่วประเทศ
   * สำนักงานใหญ่ รามคำแหง
   * สาขาพระราม 2
   * สาขาศรีราชา ชลบุรี
   * สาขาหาดใหญ่ สงขลา
   * สาขาหมากแข้ง อุดรธานี
   * เซ็นเตอร์ พิษณุโลก

สอบถามเพิ่มเติม ติดต่อ
เปรมยุดา 086-892-3393
saralai_center@hotmail.com



อ่าน:1849 | ความคิดเห็น:4 | แสดงความคิดเห็น
เรียนท่านที่เดือดร้อนของ พระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 
222.123.115.68: 2553/02/20 10:47:38
เรียนท่านที่เดือดร้อนของ พระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 
ผมเป็นผู้ประกอปการ รายหนึ่ง ที่ได้ผลกระทบจาการออกกฎหมาย พรบปุ๋ย 2518 (ฉบับ2)
เนื่องจากพรบ.ปุ๋ย2550ฉบับนี้ได้มีผลกระทบกับผู้ประกอปการ ดังนี้พรบ.ปุ๋ย2500กำหนดหนดว่าต้องมีการแจ้งที่อยู่ผู้ผลิต ผมว่ามันเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อผู้ค้ารายใหญ่ อีกไม่นานก็จะมีการลัดวงจรมากมาย การค้าขายก็จะไม่เป็นระบบ ไม่มีเงินหมุนเวียน ในท้องถิ่น
 เช่น นายดำ เป็นผู้ผลิต ส่งให้นายแดง จากนนั้นนายแดงส่งให้นายเขียวหรือนายเขียวอาจจะส่งให้นายเหลืองอีกที หากเป็นเช่นนี้ตามพรบ.ปุ๋ย2550ผู้ขายจะต้องพิมพ์และแจ้งหมายเลขที่อยู่ผู่ผลิตด้วย หากเป็น เช่นนี้ก็จะทำให้ระบบการค้าเสียไปด้วยเนื่องจากใครก็สามารถซื้อที่โรงงานผลิตได้เพราะไม่ได้เป็นความลับอีกต่อไป (จริงๆแล้วต้องออกให้โรงงานที่ดัดแปลงแล้วก็บรรจุภัณฑ์) และที่สำคัญจะทำให้การเจริญเติบโตของปุ๋ยอินทรีย์เป็นไปด้วยความยากลำบาก จริงแล้วๆปัญหามันมีมากมายกว่านี้ แต่สำหรับใครที่เป็นผู้ประกอปการเล็กๆและทำอาชีพนี้อยุ่จะเข้าใจ 
1.พรบ.ฉบับนี้เอื้อประโยชน์ให้พ่อค้ารายใหญ่
2.พรบ.ฉบับนี้บีบให้การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพน้อยลง เพราะปุ๋ยเคมี มีสูตรที่แน่นอน(ทำไมไม่ตามไปตรวจถึงต่างประเทศเลยหละ)
3.กระทบกระเทือนผู้ค้าปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพแน่นอน เพราะการขอเป็นไปได้ยากเพราะสิ่งที่คุณตั้งกฎเกณฑ์มามันเกินภูมิปัญญาชาวบ้านส่วนใหญ่
          นี้คือเหตุผลหลักๆและเป็นหลักใหญ่ๆด้วย หรือบางท่านบางรายอาจมีเหตุผลมากกว่านี้อีก ที่ทำให้การ ประกอปอาชีพที่สุจริตลำบาก คิดดูซิครับเวลาจัดประชุม เสนอญัติเคยเอาผู้ประกอปการที่มีผลกระทบหรือผู้ที่เกี่ยวข้องโดนตรงไปเสนอด้วยก็ไม่มี กฏหมายเจตนาดีแต่การกระทำไม่ใช่  จึงอยากจะเชิญท่านๆทั้งหลายที่มีปัญหานี้ร่วมกันมาร่วมตัวกันเพื่อจะเสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แก้หรือแปลญัติกฎหมายใหม่เพื่อให้มีความเป็นธรรมทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ หรือไม่ก็รวมตัวกันฟ้องศาลปกครอง เนื่องด้วยมีเหตุจากว่า กฎหมายพรบ.ปุ๋ยฉบับนี้ ขัดต่อเสรีภาพการทำการค้าของบุคคลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในมาตรา12 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ (อย่าลืมว่าพวกเราไม่ได้ค้าสิ่งผิดกฎหมาย โดยเฉพาะ สารอินทรีย์และชีวภาพ  กฎหมายเจตตนาดี แต่วิธีการนำมาบังคับใช้ไม่ถูกต้อง ก็ต้องทำให้มันมีทางออกสำหรับผู้ประกอปการรายเล็กๆบ้าง
อ่าน:3508 | ความคิดเห็น:40 | แสดงความคิดเห็น
อยากได้วิธีการหมักปุ๋ย
203.144.211.51: ././. .:.:.
อยากได้วิธีการหมักปุ๋ย
มีขั้นตอนยังไงบ้างคะ จำทำใช้เองค่ะ
อ่าน:1130 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
กระทรวงเกษตรฯ ร่วมมือสถาบันการศึกษา พัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ เน้นการเข้าถึงองค์ความรู้ พร้อมใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ใน...
203.152.57.5: 2563/06/23 12:55:09
กระทรวงเกษตรฯ ร่วมมือสถาบันการศึกษา พัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ เน้นการเข้าถึงองค์ความรู้ พร้อมใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ใน...
กระทรวงเกษตรฯ ร่วมมือสถาบันการศึกษา พัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ เน้นการเข้าถึงองค์ความรู้ พร้อมใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ในการให้บริการข้อมูลข่าวสาร หวังเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิต

นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ปรับลด 4 ความสิ้นเปลืองยุคต้นทุนแพงในพื้นที่นาข้าว ณ เทศบาลตำบลบางนมโค อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า ปัจจุบันพบว่าเกษตรกรไทยที่มีอาชีพทำนาข้าว ยังขาดทักษะและมีปัญหาในเรื่องการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดีในการเพาะปลูก ขาดการจัดการระบบผลิตที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ การปรับปรุงบำรุงดิน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และวิธีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีที่ถูกต้องและเหมาะสม ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตลดลง ผลผลิตข้าวยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ซึ่งส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรลดลงด้วย

นายสมพัฒน์ กล่าวต่อไปว่า ในฐานะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลเรื่องผลผลิตของเกษตรกร ต้องคิดหาวิธีที่ทำอย่างไรให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิต ซึ่งวิธีการหนึ่งก็คือการสร้างโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ อาทิ เรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าว จะต้องเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ ด้านการปรับปรุงโครงสร้างผืนดิน ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเตรียมดินโดยการไถกลบหรือหมักฟางข้าวในนาและเร่งการผุพังสลายตัวด้วยน้ำหมักชีวภาพ เพื่อลดอัตราการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนและการระบาดของหนอนกอ สำหรับด้านการใช้ปุ๋ยเคมี ต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติจากการใช้ปุ๋ยแบบครอบจักรวาล มาเป็นแบบตามความจำเป็นรายแปลง ส่วนด้านสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง ต้องสำรวจและควบคุมแมลงศัตรูข้าว เฝ้าระวังศัตรูข้าว และใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคเท่าที่จำเป็น

นายสมพัฒน์ กล่าวอีกว่า เพื่อให้การพัฒนาการเกษตรยั่งยืนและมั่นคงยิ่งขึ้น กระทรวงเกษตรฯ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ จัดทำโครงการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็นมืออาชีพ โดยการสร้างโอกาสทางการศึกษา การเข้าถึงองค์ความรู้ทั้งภาค ทฤษฎีและภาคปฏิบัติ การพัฒนาพื้นที่ปรับโครงสร้างพื้นฐาน และการจัดการเทคโนโลยีทางการเกษตรที่เหมาะสม รวมทั้งงานวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการ และการถ่ายทอดองค์ความรู้

นายอนันต์ ภู่สิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กล่าวว่า โครงการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ได้เตรียมการเรียนภาคปฏิบัติโดยปรับพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐาน 76 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยเกษตรกรรม 44 แห่ง/วิทยาลัยประมง 3 แห่ง/วิทยาลัยการอาชีพ 29 แห่ง) และกำหนดการเรียนการสอนไว้ 4 รูปแบบ คือ หลักสูตรปกติของสถาบันอาชีวศึกษา (ปวช./ปวส.) เน้นการเรียนการสอนของสถาบัน หลักสูตรครบวงจร (ระยะยาว) เน้นการจัดการภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบ หลักสูตรเฉพาะทาง (ระยะกลาง) เน้นการปรับเปลี่ยนอาชีพใหม่ และหลักสูตรสนองปัญหา (ระยะสั้น) เน้นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน

สำหรับ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กำหนดเป้าหมายเกษตรกรรุ่นใหม่ปี 2551 รวม 1,090 ราย ประกอบด้วย ระดับ ปวช. /ปวส. (การผลิตข้าวครบวงจร 30 ราย)หลักสูตรครบวงจร – ระยะยาว (การผลิตข้าวครบวงจร 30 ราย) หลักสูตรเฉพาะทาง – ระยะกลาง (การผลิตข้าวพันธุ์ดี 15 ราย และ GAP ข้าว 15 ราย) c]tหลักสูตรเสริมความรู้/แก้ปัญหา – ระยะสั้น (การกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล 500 ราย และลดความสิ้นเปลืองในนาข้าว 500 ราย)

เนื่องจากพื้นที่การเกษตรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่ผลิตข้าวส่วนใหญ่เกษตรกรประสบปัญหาเมล็ดพันธุ์ข้าวไม่มีคุณภาพและใช้เมล็ดพันธุ์มากเกินไป ขาดการเตรียมดินที่เหมาะสม ใช้สูตรปุ๋ยเคมีไม่ตรงกับความต้องการของข้าว และในปริมาณที่เกินความต้องการของข้าว รวมทั้งปัญหาน้ำมีสภาพความเป็นกรด ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงไม่ตรงกับโรคข้าว และเกินความต้องการ ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาให้เกษตรกรได้อย่างรวดเร็ว กระทรวงเกษตรฯ ได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ และศูนย์เทคโนโลยีอีเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เน็คเท็ค จัดกิจกรรมบริการ “ALRO CYBER BRAIN” (ปัจจัยสู่ความสำเร็จกับการพัฒนา 1-2-3 ปุ๋ยสั่งตัดผ่านมือถือ) ซึ่งเกษตรกรสามารถปรึกษาปัญหาได้ทางระบบฝากข้อความโทรศัพท์มือถือ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรร่วมโครงการในภาคกลาง 10 จังหวัด พื้นที่เป้าหมาย 400,000 ไร่ เฉพาะที่ปลูกข้าว ได้มีโอกาสรับบริการข้อมูลข่าวสารและตอบปัญหาผ่านมือถือ (SMS) เพื่อประโยชน์ในการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าว ลดต้นทุนต้านปุ๋ยและสารเคมีที่เกินจำเป็น และมีรายได้เพิ่มขึ้น

from:moac.go.th
อ่าน:1715 | ความคิดเห็น:0 | แสดงความคิดเห็น
กระทรวงเกษตรฯ เร่งส่งเสริมเกษตรกรใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพิ่มผลผลิตต่อไร่อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน
203.152.57.5: 2558/10/26 10:41:22
กระทรวงเกษตรฯ เร่งส่งเสริมเกษตรกรใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพิ่มผลผลิตต่อไร่อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน
กระทรวงเกษตรฯ เร่งส่งเสริมเกษตรกรใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพิ่มผลผลิตต่อไร่อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน รองรับความต้องการของโรงงานผลิตเอธานอลและไบโอดีเซล  
    
                  นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายขยายผลผลิตพืชพลังงานทดแทน โดยเน้นการรักษาระดับพื้นที่ปลูกอ้อยโรงงาน       และมันสำปะหลัง สำหรับปาล์มน้ำมันมีนโยบายขยายพื้นที่ปลูกในเขตเหมาะสมปลูก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้  ปัจจุบันผลผลิตพืชทั้ง 3 ชนิดมีเพียงพอกับความต้องการใช้บริโภค  การขยายการผลิตจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับความต้องการเพื่อผลิตพลังงาน  ดังนั้น แนวทางในการขยายการผลิตจึงเน้นการดำเนินการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต  โดยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ด้วยการใช้พันธุ์ดี  และส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี  ตลอดจนให้ความรู้และแนะนำการทำเกษตรกรรมที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ  โดยมีเป้าหมายผลผลิตต่อไร่  อย่างน้อยร้อยละ  10  ในกลุ่มพืชพลังงาน

                นายธีระชัย  กล่าวว่า ความต้องการพืชพลังงานเพื่อการผลิตพลังงานตามเป้าหมายของกระทรวงพลังงาน  คาดว่าในปี 2552 ความต้องการเอธานอล มีประมาณ 1.58  ล้านลิตรต่อวัน คิดเป็นความต้องการ      ใช้มันสำปะหลังจำนวน  8.5 แสนตันต่อปี กากน้ำตาลจำนวน 1.73 ล้านตันต่อปี ในส่วนไบโอดีเซล คาดว่ามีมีความต้องการประมาณ  1.35 ล้านลิตรต่อวัน  คิดเป็นความปาล์มน้ำมันดิบจำนวน 3.5 แสนตันต่อปี              ทั้งนี้ รัฐบาลได้เปิดเสรีการตั้งโรงงานผลิตเอทานอลและไบโอดีเซล  และให้การสนับสนุนการลงทุนด้วยการให้สิทธิพิเศษทางภาษี  ปัจจุบันมีผู้ได้รับอนุญาตตั้งโรงงานผลิตเอทานอลทั้งสิ้น  45  ราย  กำลังการผลิต  รวม  12  ล้านลิตร/วัน  ส่วนไบโอดีเซลมีโรงงานที่ผลิตแล้ว  9  โรงงานและได้รับการส่งเสริมการลงทุนอีก  19  โรงงาน  รวมทั้งหมด  28  โรงงานกำลังผลิต  6.68  ล้านลิตรต่อวัน

                “ปัจจุบันพันธุ์อ้อย  มันสำปะหลังและปาล์มน้ำมัน  ที่เกษตรกรปลูกเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง  แต่เทคโนโลยีการผลิตที่ใช้ยังไม่เหมาะสม  ตั้งแต่การเตรียมพันธุ์  การดูแลรักษา  ให้ปุ๋ย  น้ำ  ทำให้ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ยทั้งประเทศต่ำ  สำหรับเกษตรกรที่มีการเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่  มีเตรียมการปลูกที่ดี  ให้น้ำ  ปุ๋ย  อย่างเหมาะสม  จะได้รับผลผลิต่อไร่สูงขึ้นมาก  ดังนั้น  การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และมีแหล่งน้ำที่เพียงพอในช่วงที่พืชต้องการน้ำ  จะเป็นปัจจัยที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ของเกษตรกร” นายธีระชัย กล่าว
 
From: moac.go.th
อ่าน:1885 | ความคิดเห็น:1 | แสดงความคิดเห็น
533 เรื่อง หน้าละ 10 รายการ 53 หน้า, หน้าที่ 54 มี 3 รายการ
|-Page 51 of 54-| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | 32 | 33 | 34 | 35 | 36 | 37 | 38 | 39 | 40 | 41 | 42 | 43 | 44 | 45 | 46 | 47 | 48 | 49 | 50 | 51 | 52 | 53 | 54 |
ยากำจัดเพลี้ยอ่อนคะน้า ยากำจัดหนอนในคะน้า ยาป้องกันกำจัด โรคคะน้าเน่าคอดิน โรคราน้ำค้างในคะน้า และปุ๋ยสำหรับเพิ่มผลผลิตคะน้า
Update: 2563/06/19 20:22:23 - Views: 153 | Ans: 0
ยากำจัดเพลี้ยอ่อนคะน้า ยากำจัดหนอนในคะน้า ยาป้องกันกำจัด โรคคะน้าเน่าคอดิน โรคราน้ำค้างในคะน้า และปุ๋ยสำหรับเพิ่มผลผลิตคะน้า
KOBOTA L4508 + ผานดันหน้า KUBOTA
Update: 2554/05/07 20:22:34 - Views: 5658 | Ans: 0
KOBOTA L4508 + ผานดันหน้า KUBOTA
ปวยเล้ง ทานเป็นมีประโยชน์สูงมาก ทานไม่เป็น เป็นได้ทั้งเก้าต์ ทั้งนิ่ว !
Update: 2562/08/16 11:26:28 - Views: 405 | Ans: 0
ปวยเล้ง ทานเป็นมีประโยชน์สูงมาก ทานไม่เป็น เป็นได้ทั้งเก้าต์ ทั้งนิ่ว !
ปุ๋ยน้ำ HY GRO  S สารอาหารบำรุงพืช เร่งการเจริญเิติบโต สร้างความสมบูรณ์
Update: 2555/03/21 11:40:04 - Views: 3441 | Ans: 5
ปุ๋ยน้ำ โปรตีนอะมิโน พืชโตไว ใบเขียวแข็งแรง
Update: 2562/08/06 18:23:07 - Views: 357 | Ans: 0
ปุ๋ยน้ำ โปรตีนอะมิโน พืชโตไว ใบเขียวแข็งแรง
ซีพี นำร่องเกษตรกรปลูกข้าวโพดถูกวิธี
Update: 2558/12/02 16:07:55 - Views: 1178 | Ans: 0
ฟาร์มเกษตรเข้าร่วมให้ความรู้ กับกลุ่มเกษตรกรบ้านอีเก้ง
Update: 2553/02/20 10:47:38 - Views: 2114 | Ans: 1
ยาอินทรีย์ ยับยั้งโรคสลัด ที่มีสาเหตุจากเชื้อรา ผักสลัดใบจุด ผักสลัดใบไหม้ ยาแก้เพลี้ยสลัด
Update: 2563/06/30 08:05:20 - Views: 165 | Ans: 0
ยาอินทรีย์ ยับยั้งโรคสลัด ที่มีสาเหตุจากเชื้อรา ผักสลัดใบจุด ผักสลัดใบไหม้ ยาแก้เพลี้ยสลัด
เจาะลึกแนวคิดการทำธุรกิจ เอ็มเจมอเตอร์ กับ คุณมานิตย์ จงจิตเวชกุล - ปิยะมาศ บัวแก้ว Piyamas Live
Update: 2563/06/04 17:06:50 - Views: 88 | Ans: 0
เจาะลึกแนวคิดการทำธุรกิจ เอ็มเจมอเตอร์ กับ คุณมานิตย์ จงจิตเวชกุล - ปิยะมาศ บัวแก้ว Piyamas Live
 รถปลูกข้าวดำนาแบบเดินตาม    ISEKI  ราคา : 44,800 บาท
Update: 2557/11/21 20:38:03 - Views: 888 | Ans: 0
 รถปลูกข้าวดำนาแบบเดินตาม    ISEKI  ราคา : 44,800 บาท
© FarmKaset.ORG